ผมเองต้องพูดในฐานะที่ผมเนี่ยเป็นกรรมการ พิจารณา เป็นคณะกรรมการพิจารณา ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมวงเล็บตำรวจซึ่งคณะ กรรมการชุดนี้เนี่ยเป็นคณะกรรมการชุดแรก เลยชุดผมเนี่ยนะครับที่เขาเรียก 17 อรหันต์เนี่ยท่านพลเอกประยุทธ์หัวหน้า คสช.ชเนี่ยเป็นคนแต่งตั้งขึ้น เพราะตอนนั้นเนี่ยมีการ [เสียงกระแอม] ยึดอำนาจ แล้วก็มีรัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ. 2000 560 ขึ้นมานะครับท่านพลเอกประยุทธ์ก็มา เป็นนายกรัฐมนตรีนะครับก็มีน้องนะครับ ประสานมาว่าท่านพลเอกประยุทธ์เนี่ยจะตั้ง ผมนะครับจะตั้งผมเป็นคณะกรรมการพิจารณา คณะกรรมการปฏิรูปขบวนการยุติธรรมตำรวจ ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนบังคับเข้าไว้นะครับ
ตอนนั้นท่านรองวิษณุเครืองามเป็นรองนายก ฝ่ายกฎหมาย ผมก็ภูมิใจนะครับได้ไปเป็นคณะกรรมการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมวงเล็บตำรวจคณะ แรกเลยนะครับมีท่านพลเอกบุญซ้างเนียม ประดิษฐ์เป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้นะ ครับ 17 ท่านนะครับ 17 ท่านนะฮะ ปัญหาที่เราทำตอนนั้นก็คือว่าจะทำอย่างไร เค้าให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีนะ ครับ ผมไปเป็นกรรมการผมก็แสดงความคิดเห็นอิสระ นะครับว่าเราจะแก้ไขปัญหาตำรวจไม่ให้เกิด การรีดไถยังไงจะแก้ไขปัญหาตำรวจในเรื่อง การแต่งตั้งอย่างไรนะครับ มีความเห็นหลากหลายครับมีความเห็นหลาก หลายมีคนเสนอว่าให้เอาแบบอัยการแบบศาลนะ
ครับมีท่านนึงเสนอว่าให้เอาอาวุโส 100% ไปเลยนะครับเอาอาวุโส 100% ไปเลยอาวุโส 100% คือ ไม่เอาความรู้ความสามารถหรอกครับให้เอา อาวุโสเลย ปรากฏว่าในที่ประชุมไม่มีใครเห็นด้วยเลย ครับโดยเฉพาะฝ่ายตำรวจนะครับซึ่งผมขอ อนุญาตเอ่ยนามนะครับซึ่งปัจจุบันท่านได้ เสียชีวิตไปแล้วท่านพลเอกพลตำรวจเอก ชาญชิดเพียรเลิศแล้วก็ท่านพลตำรวจเอก สมศักดิ์นะครับ บอกว่าเอาอาวุโส 100% ขึ้นไปเป็นผู้นำหน่วยไม่ได้ มันจะต้องเอาความรู้ความสามารถเอาความ เหมาะสมด้วยถ้าอาวุโส 100% เนี่ยตชด.รบ ไม่ได้เลย ท่านเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน แล้วท่านไปเป็นกรรมการด้วยนะครับท่านให้
เหตุผลครับว่าเอาอาวุโส 100% ไม่ได้ อย่างงั้นมันไม่ทำงานกันมันก็รออาวุโส อย่างเดียวเดี๋ยวมันได้เป็นพอได้เป็นก็ ประคองตัวไม่ทำอะไร นะฮะไม่ทำอะไร ผลของการประชุมก็ลงมติว่าถ้าอย่างนั้น เนี่ย ให้ระดับนะครับให้ระดับรองผู้บังคับการลง มาเนี่ยรองผู้บังคับการนะครับลงมาถึง สารวัฏเนี่ย ให้เอาอาวุโส 33% ให้เอาอาวุโส 33% ครับให้เอาอาวุโส 33% นอกจาก 33% แล้วให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง เนี่ยพิจารณาจากคนที่มีความรู้ความสามารถ นะครับให้พิจารณาจากคนที่มีความรู้ความ สามารถ พอมาระดับ จะขึ้นเป็นนายพลคือพล.ตำรวจตรี พล.ตำรวจโทนะครับคือพล.ตำรวจตรีเนี่ยขึ้น ไปเนี่ยจากรองผู้การจะขึ้นเป็นผู้บังคับ
การติดพลตรีแล้วพล.ตำรวจตรีแล้วเนี่ยนะ ครับ ให้เอาอาวุโส 50% นะครับให้อาวุโส 50% จำเป็นต้องปล่อยให้เอาความรู้ความสามารถ 50% เพราะบางพื้นที่ คนที่มีอำนาจแต่งตั้ง คือนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติเขาจำเป็นต้องเอาคนดีมีฝีมือ ไปทำงานยกตัวอย่างเช่นจังหวัดสตูลยะรา นราธิวาสปัตตานีนะครับจังหวัดที่อาชยกรรม รุนแรงมีการก่อการร้ายหรือจังหวัด เชียงรายจังหวัดแม่ฮ่องสร อาจกรรมรุนแรงเช่นจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนครปฐมจังหวัดเพชรบุรี อย่างงี้ ผบตร. จะต้องคัดคนดีมีฝีมือเอาอาวุโสไปไม่ได้ ครับเอาอาวุโสไปไม่ได้เด็ดขาดครับ และที่สำคัญผู้การศูนย์สืบแต่ละภาคภาค 1
ถึงภาค 9 ผู้การศูนย์สืบบชน. ผู้การศูนย์สืบของแต่ละ ภาคนี่ต้องเอานักรบ ต้องเอานักรบนักสืบมือปราบไปเป็นนะครับ ปล่อยให้อาวุโสขึ้นไม่ได้นะครับปล่อยให้ เป็นอาวุโสขึ้นไม่ได้ เค้าก็เลยบอกว่าให้ 50% เนี่ยให้คนมี อำนาจแต่งตั้งเนี่ยพิจารณาเอาคนมีความรู้ ความสามารถและมีผลงานจริงๆนะ คราวนี้ระดับพล.ตำรวจโทนะครับใครจะขึ้น เป็นพล.ตำรวจโทรก็เอาอาวุโสเนี่ยครับเอา อาวุโสเหมือนกันนะครับ 50% นะครับอีก 50% ก็ เอาคนที่มีความรู้ความสามารถไปเป็นผู้นำ หน่วยไปเป็นผู้นำหน่วยนะครับ กฎหมายเขียนไว้ชัดหลังจากคณะผมเนี่ยสรุป เสนอคณะรัฐมนตรีแล้วก็ส่งต่อให้กับคณะของ
ของ ท่านอาจารย์วิชาเออเดี๋ยวนะชื่อผมลืมชื่อ ท่านซะแล้วนะครับส่งต่ออีกคณะนึงให้ร่าง กฎหมายร่างพระราชบัญญัติอันนี้มานะครับ ถ้าระดับผู้บัญชาการจะขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้ บัญชาการตำรวจแห่งชาตินี่เอาอาวุโส 100% เอาอาวุโส 100% เลยนะครับแล้วระดับผู้ ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะขึ้นเป็น รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็เอาอาวุโส 100% อีกเหมือนกันนะครับข้ามกันไม่ได้ ไม่เอาความรู้ความสามารถแล้วนะครับระดับ ตร.นี่เาค้าเรียกว่าระดับตร.แล้วจะขึ้นไป เป็นผู้บริหารระดับตร.แล้วแต่ กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ครับว่า คนจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะ ต้องเป็นอาวุโส 100% นะครับกฎหมายไม่ได้
เขียนไว้ครับกฎหมายเขียนไว้แต่เพียงว่า ให้คำนึงถึง อาวุโส และผลงานนะครับและผลงานนะครับอาวุโสเพราะ และผลงานเพราะฉะนั้นเนี่ย ผลฟันธงไปได้เลยนะครับว่าผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติคนใหม่ อาจจะไม่ได้มาจากอาวุโส เพราะถ้าเค้าต้องการให้เอาอาวุโส นะครับกฎหมายต้องเขียนไว้แล้วครับว่าต้อง เอาอาวุโส 100% นะครับจะรู้เลยว่าใครจะเป็นผู้ บัญญชาการตำรวจแห่งชาติคนต่อไปนะครับ เหมือนเท่าที่ผ่านมา คนอาวุโสไม่ได้ครับคนอาวุโสไม่ได้นะครับ คนอาวุโสไม่ได้นะครับ ตั้งแต่สมัย ท่านพลเอกสมยศพุ่มพันม่วงแล้วนะครับ นะครับท่านพล.เอกสมยศพุ่มพันธม่วงก็ไม่
ได้ก็อาวุโส ท้ายเลยนะครับอาวุโสท้ายเลยนะครับคน อาวุโสก่อนหน้าท่านสมยศหลายคนก็ไม่ได้นะ ครับ ก็ได้ท่านสมยศต่อจากท่านสมยศมาก็ท่านพลเก จักทิพย์ชัยจินดา นะครับก็ไม่ใช่เพราะอาวุโสนะครับแต่เพราะ ผู้หลักผู้ใหญ่คือท่านพลเอกประยุทธ์และ ท่านพลเอกประวิตรพิจารณาว่าพลเอกจักทิพย์ เนี่ยเหลืออายุราชการอีกทั้ง 5 ปี ใช้งานได้ยาวนานมาทำงานให้กับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติได้ยาวนานนะครับก็ไม่ได้นะ ครับคนที่อาวุโสสูงรอจะได้เป็นได้พิจารณา ก็ขออนุญาตเอ่ยนามท่านพลเอกพงพัฒ์ พงษ์เจริญเนี่ยอาวุโส 1 เลยครับเต็งจ๋ามา เลยหลังจากนั้นก็ท่านพลเอกเอกอังสนานนท์
นี่อาวุโส 1 มาเลยแต่ก็โดนข้ามไปหมดครับ โดนโดนข้ามไปหมดพอมาใช้พระราชบัญญัติ ตำรวจปีพ.ศ. 2000 565 กฎหมายก็ไม่ได้เขียนครับว่าเอาอาวุโส เพราะฉะนั้น ผมมองว่า 4 คน 4 คนเนี่ยนะครับ มีสิทธิ์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุก คนนะครับเค้าไม่ได้คำนึงถึงอาวุโสหรอก ครับถ้าคำนึงถึงอาวุโสนี่กฎหมายต้องเขียน ไว้แล้วครับมันอยู่ที่ใจท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ท่านอนุทินชานีกุลและคณะกรรมการ พิจารณาไอ้คณะกรรมการกตร.ว่าจะเลือกใคร
